แชร์ผ่าน

เครื่อง Restart นานมากกว่า 9 ชม. เข้า Windows ไม่ได้

ไม่ระบุชื่อ
2021-02-17T16:41:05+00:00

ดิฉันใช้ Notebook Dell รุ่น Inspiron 15 7000 ค่ะ มี Window 10 แท้ มากับเครื่อง วันนี้เครื่องมีอาการหน่วงผิดปกติ ดิฉันจึงกดปิดโปรแกรมทั้งหมดที่ใช้งานในขณะนั้น และกด restart เครื่อง ตั้งแต่ 15.00 น. หลังจากนั้นมา ก็เป็นหน้าจอนี้มาตลอดเลยค่ะ จนถึง 23.40 น.  ยังโชว์แต่หน้าจอแบบนี้ไม่เลิก  ทำอย่างไรได้บ้างคะ ?

Windows สำหรับการใช้งานที่บ้าน | Windows 10 | โหมดสลีปและการเปิด/ปิดเครื่อง

คำถามที่ถูกล็อก คำถามนี้ถูกโยกย้ายจากชุมชนฝ่ายสนับสนุนของ Microsoft คุณสามารถลงคะแนนว่ามีประโยชน์หรือไม่ แต่ไม่สามารถเพิ่มความคิดเห็นหรือตอบกลับหรือติดตามคำถามได้

0 ความคิดเห็น ไม่มีข้อคิดเห็น
{count} โหวต

1 คำตอบ

เรียงลำดับตาม: มีประโยชน์มากที่สุด
  1. ไม่ระบุชื่อ
    2021-02-18T03:27:30+00:00

    สวัสดีครับ คุณ T-RachaSuphanpong

    ยินดีต้อนรับเข้าสู่ฝ่ายสนับสนุน Microsoft Community ครับ

    สำหรับปัญหาที่คุณแจ้งมาว่าเครื่องใช้เวลานานในการ Restart นั้น ในส่วนนี้อาจจะเป็นไปได้ว่าตัวซอฟแวร์หรือฮาดร์แวร์บางตัวใน Windows อาจเกิดการเสียหายก็เป็นได้ครับ เบื้องต้นทีมงานขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการวิเคราะห์ปัญหาดังนี้ครับ

    1. ก่อนเกิดปัญหาดังกล่าว คุณได้ทำการเปลี่ยนแปลง upgrade / update Windows หรือไม่ครับ
    2. ก่อนเกิดปัญหาดังกล่าว คุณได้ทำการติดตั้ง Program ใดๆบน PC  หรือไม่ครับ โดยเฉพาะโปรแกรมสแกนไวรัสอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของ Microsoft (Third-party Antivirus)

    *(กรุณาแจ้งให้ทางเราทราบเพิ่มเติม เพื่อการดำการแก้ไขปัญหาต่อไป)

    เบื้อต้นทางทีมงานขอแนะให้คุณลองทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ครับ

    ให้เริ่มคอมพิวเตอร์ใน Safe mode (ในกรธีที่คุณไม่สามารถทำการเข้า Windows ได้เลย หากเจข้า Windows ได้ ให้ข้ามขั้นตอนด้านล่างนี้ไป และสามารถเริ่มใช้วิธีการแก้ไขปัญหา “วิธีที่ 1” ได้เลยครับ) โดยเรียกใช้วิธี Crash Boot ซึ่งคุณทำตามดังนี้

    > กดปุ่ม Power (ฮาร์ดเเวร์) 3-4 ครั้ง โดยกด Power Button เพื่อบูท เข้าสู่ Windows พอเห็น Windows ก็ รีบูทอีก ทำขั้นตอนดังกล่าวอยู่ประมาณ 3-4 ครั้ง จนกว่า หน้าต่าง Choose an option จะเเสดงขึ้นมา หลังจากนั้นให้ดำเนินตามขั้นดังต่อไปนี้

    > เลือกกดที่ Troubleshoot

    > กดที่ Advanced options

    > กดที่ Startup Settings

    > กด Restart

    > กดปุ่ม F5

    > เลือกกดหมาย 5 (Enable safe mode with networking)

    > หน้าต่าง Administrator จะแสดงขึ้นมา ก่อนที่จะเข้า Safe mode

    เมื่ออยู่ใน Safe mode เเล้วให้ดำเนินตามขั้นดังต่อไปนี้ครับ

    วิธีที่ 1 Install every pending updates

    ให้ตรวจสอบว่าการอัพเดทที่คุณได้ติดตั้งล่าสุดนั้นสำเร็จหรือไม่ หากการอัพเดทดังกล่าวล้มเหลว ทางเราเเนะนำให้ถอนการติดตั้งอัพเดทดังกล่าวครับ จากนั้นให้อัพเดทอีกครั้งครับ ในกรณีที่การอัพเดทล่าสุดสำเร็จ ทางเราเเนะนำให้คุณถอดสายฮาร์ดแวร์ภายนอก (เครื่องพิมพ์ เว็บแคม จอภาพเพิ่มเติม เป็นต้น) ที่ไม่จำเป็น และดูว่าปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขหรือไม่ครับ หรือดำเนินการเเก้ไข้ปัญหาอัพเเดทที่ยังไม่เสร็จสิ้น โดยทำตามดังนี้  

    > ไปที่ "Setting" คลิกที่ "update and security" 

    > ภายใต้เเท็บ "Windows update" คลิกที่ไอคอน "check for updates".  

    > เมื่อเห็น "pending updates" ให้ทำการติดตั้งเเละตรวจสอบ  

    หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางทีมงานเราขอแนะนำให้ทำตามวิธีที่ 2 ครับ

    วิธีที่ 2 การ Update Windows 10

    *หมายเหตุ : ****หากว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ได้มีการ Update Windows 10 นั้น ให้คุณข้ามขั้นตอนนี้ไปครับ และดำเนินด้วยวิธีแก้ไขปัญหาโดยใช้วิธีที่ 3 เป็นต้นไปครับ

    เนื่องจาก Microsoft ได้มีการพัฒนา Software และทุก Programs อย่างต่อเนื่องเพื่อความทันสมัยและการใช้งานที่มีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ผู้ใช้งานจึงควร Update Windows version ล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ หากคุณไม่ได้ Update จะส่งผลต่อการใช้งานได้ ดังนั้นทางเราแนะนำให้ตรวจสอบการ Update Windows อีกครั้งโดย

    > คลิก Setting > คลิก Update & Security > คลิก Check for Update ครับ

    หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางทีมงานเราขอแนะนำให้ทำตามวิธีที่ 2 ครับ

    วิธีที่ 3 การอัพเดท Driver

    เมื่อมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นกับการใช้งานคอมพิวเตอร์ คุณสามารถตรวจสอบว่าสาเหตุเกิดจาก Driver หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เชื่อมต่อหรือไม่โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ

    > พิมพ์ Device Manager ที่ช่องการค้นหา

    > คลิกขวาที่ Driver ที่ต้องการอัปเดต

    > เลือก Update Driver หรือเลือก Search automatically for update drivers software

    > เมื่อการอัพเดทเสร็จสิ้นให้รีสตาร์ทคอมพิวเตอร์ และตรวจสอบว่าปัญหายังเป็นแบบเดิมหรือไม่

    หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางทีมงานเราขอแนะนำให้ทำตามวิธีที่ 4 ครับ

    วิธีที่ 4 Running System file checker (SFC Checker)

    เพื่อที่จะตรวจสอบและแก้ไขส่วนเสียหายของ Windows System Files

    > กดปุ่ม Windows + X

    > แล้วเลือกกดที่ Command Prompt (Admin)

    > หากหน้าจอไดแสดง Do you want to allow the following program to make changes to this computer? ให้กด Yes

    > เมื่อเข้าสู่หน้าจอ Administrator:Command Prompt แล้ว

    > ให้พิมพ์ sfc /scannow  (โปรดตรวจสอบและระวังการใช้เว้นวรรคครับ)  

    > รอสักพักหนึ่งจนกว่าการทำงานของ sfc /scannow จนจบ และให้ลองสังเกตว่ามี มีปัญหาหรือไม่ครับ

    วิธีที่ 5 การเเก้ไขความเสียหายไฟล์ของ Windows  

    ทางเราเเนะนำให้คุณรัน DISM tool เเละ SFC scan ครับ ซึ่งวิธีนี้จะสามารถซ่อมเเซมเเฟ้มระบบ Windows ที่สูญหายหรือเสียหาย ซึ่งคุณสามารถทำขั้นตอนดังนี้  

    > กดปุ่ม Windows จากนั้นให้พิมพ์ Command Prompt

    > คลิกขวาที่ Command Prompt เเล้วเลือก Run as administrator

    > คัดลอก (Copy) คำสั่งต่อไปนี้

        DISM.exe /Online /Cleanup-image/Restorehealth   กด Enter

    > คัดลอก (Copy) คำสั่งต่อไปนี้ 

    sfc /scannow  เเล้วกด Enter    

    หมายเหตุ: (โปรดตรวจสอบและระวังการใช้เว้นวรรคก่อนเครื่องหมาย / ครับ)    

    > เมื่อ Run Command ดังกล่าวเสร็จสิ้น ให้ลองตัวสอบดูว่าพบปัญหาหรือไม่ครับ

    หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางทีมงานเราขอแนะนำให้ทำตามวิธีที่ 6 ครับ

    วิธีที่ 6 การปิดใช้งานหรือถอนการติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัสอื่น ๆ ชั่วคราว

    เนื่องจาก Windows 10 มี Windows Defender เป็นโปรแกรมสแกนไวรัสอยู่แล้ว การใช้งานโปรแกรมสแกนไวรัสอื่น ๆ จะทำให้ขัดแย้งหรือรบกวนการทำงานของโปรแกรม Windows ได้ครับ ดังนั้น หากคุณมีการติดตั้งโปรแกรมสแกนไวรัสอื่น ๆ ที่นอกเหนือจาก Windows Defender เราแนะนำให้คุณปิดการใช้งานชั่วคราวหรือถอนการติดตั้งครับ จากนั้นให้ตรวจสอบว่าปัญหายังเป็นแบบเดิมหรือไม่ครับ

    หากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางทีมงานเราขอแนะนำให้ทำตามวิธีที่ 7 ครับ

    วิธีที่ 7 เราเเนะนำให้ทำการ Restart computer แบบ clean boot โดยทำตามขั้นตอนดังนี้ 

    > กดปุ่ม CTRL + SHIFT + ESC พร้อมกัน (เพื่อเรียกใช้งานTask Manager)

    > คลิก Startup tab

    > Disable Startup item ทั้งหมด > ปิด Task Manager

    > ไปที่ start screen พิมพ์ศัพท์ว่า msconfig แล้วกดปุ่ม ENTER

    > คลิกที่ Selective startup

    > Click to clear the Load Startup Items check box

    > คลิกที่แถบ Services

    > ติ๊กถูกที่ช่อง Hide All Microsoft Service

    > คลิก Disable all

    > เลือกกด Apply ต่อด้วยกด OK

    > Restart เครื่องคอมพิวเตอร์

    หมายเหตุ: เราไม่เเนะนำให้ทำการ Clean boot หากคุณใช้วิธีการ Log-in เข้าวินโดว์ด้วยกับโปรแกรมดังนี้ เช่น การตรวจสอบลายนิ้วมือ จากรูปถ่ายหรือวิธีอื่นที่ไม่ใช่การ Log-in โดยการพิมพ์รหัสที่เป็นมาตรฐานของวินโดว์ เนื่องจากการทำ Clean boot จะปิดการทำงานดังกล่าวและท่านจะไม่สามารถเข้าสู่วินโดว์ได้ครับ 

    ทั้งนี้ คุณสามารถโทรไปที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-263-6888 หรือ (1800-012-705 กด 1-1-1 ไม่มีค่าบริการในการติดต่อครับ) ในเวลาทำการ วันจันทร์ – ศุกร์ (ปิดทำการทุกวันหยุดราชการ) เพื่อขอความช่วยเหลือผ่านทางโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของไมโครซอฟท์ครับ และติดต่อผ่านทาง Chat support โดยการให้ความสนับสนุนที่รวดเร็วแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับผลิตภัณฑ์ Microsoft ครับ คลิกที่นี่

    กรุณาแจ้งให้ทางเราทราบหากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ทางทีมงานต้องขออภัยอีกครั้งในความไม่สะดวกมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

    ขอบคุณครับ

    ทีมงาน Microsoft

    3 คนพบว่าคำตอบนี้มีประโยชน์
    0 ความคิดเห็น ไม่มีข้อคิดเห็น